แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำศัพท์ที่แนะนำ แสดงบทความทั้งหมด

หนุมาน (๔๙๙)

หนุมาน น. “หนุมาน เป็นชื่อลิงวิเศษ เก่าแก่ มีชีวิตในยุคสมัยโบราณ เป็นชื่อลิงว่า ‘กระบี่วานร’ แทนคุณวิเศษ ของ วัน-เดือน-ปี คือ เป็นลิงที่เกิดมาใน วันที่ ๓ เดือน ๓ ปีนักษัตรที่ ๓ แล้วได้มีชีวิตและชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับพระราม เมื่อเวลาต่อมาเรื่องราวเกิดขึ้น นั้น ก็ได้บันทึกกันไว้ และเขียนเป็นวรรณกรรมต่าง ๆ มากมาย, ดั่งเช่นลิงวิเศษของเรื่อง ‘ไซอิ๋ว’ นั้นก็คล้ายกัน.”
ตัวอย่างการใช้งาน : “บัดนั้น, คำแหงหนุมานทหารใหญ่. เห็นวานรสุดท้ายตกใจ, ลับล่อมิใคร่จะออกมา. จึ่งพินิจพิศดูสำคัญ, ก็เห็นมั่นเหมือนคำพิเภกว่า.ฯ” (กลอนสมุดไทย.) “หนุมาน! หนุมาน! เป็นเสียงเรียก ว่า พระรามเรียกขุนกระบี่วานร ให้เข้ามาเฝ้า” (ประโยคทั่วไป.)
ที่มา : มีปรากฎในคำหนังสือนิทาน และวรรณกรรมของไทย คำนี้ปรากฏการออกอากาศทางวิทยุ รายการ“รู้ รัก ภาษาไทย” เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

ปรัปวาท (๕๘๐)

ปรัปวาท น. ปรัปวาท กับ ปรัปปวาท เป็นคำจำพวก คุณนาม วิเศษนาม ขยายให้เห็นบทอนุจร ซึ่งประณามกันกับตัวกถา บทที่ ชำระปรับปรุงกัน (ว่า ปรปฺวาท) หรือต่อบทที่ไม่อาจจะสามารถให้ชำระปรับปรุงกัน เมื่อคำอธิบายชนิดเช่นที่ว่า เกิดนั้น ตกมาถึง คือว่าให้ต้องสาธยาย ธรรมะสากัจฉา หรือให้เกิดปุจฉา และวิสัชนา กันขึ้น ตามบทอันที่อาจจะต้องร้องเรียกให้คนเห็นไปยังความเข้าใจหลายฝ่าย จึงให้เรียกคุณวิเศษ ตามกิริยาวิเศษอนุจร ของกถาบทธรรมนั้น ๆ ที่กล่าวให้เป็นการข่มขี่ หรือปรับปรุงบาทพระคาถาถ้วนทั่ว ในแต่ละบท นั้นว่า กล่าวตัด ทำคืนความดี พระพุทธะดำรัส ตรัสกระทำปรัปวาท กล่าวแก้แก่ธรรมสังวร แก่กถาของลัทธิอื่น อันซึ่งยังมิชอบ และยังไม่อาจให้ตรงดี ในทางวาทะ, พระพุทธเจ้า หรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกระทำดั่งนั้น ว่า “กระทำปรัปวาท” กล่าวแก้คำของลัทธิ อันควรให้ตกไป
ตัวอย่างการใช้งาน : “แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้น ให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้” (เจติยสูตร)
ที่มา : พบในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, แปล ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร, ทั้งคัมภีร์พระไตรฎก แต่ละ ฉบับ ก็พบอยู่แต่โดยมากหลายแห่งด้วยกัน ลบ ป อักษร ออกตัวนึง

สะกุไร (๕๘๘)

สะกุไร น. เป็นคำศัพท์ ที่แปลงมาจาก คำเรียกเครื่องมือทางช่าง ว่า “สะกุไร” คือชื่อคำเรียก เหล็ก ที่เป็นอุปกรณ์ ไขหัวน็อต อย่างจำพวกประแจนั้น หรือว่า พวกชื่อกุญแจนั้น ๆ แต่ว่า จงได้พากันเรียกว่า “ไขควง” เมื่อนั้นแล้ว ได้เรียกว่าไขควงแล้ว ในเวลาต่อมา, นักเครื่องกล เครื่องไม้ นิยมกันนัก เป็นชื่อตามแผนกช่างที่มักใช้งานเป็นกุญแจไขหัวน็อต พวกตัวเกลียวปล่อย เกลียวเจาะ เป็นต้น และถึงหัวน็อตอย่างอื่น ๆ ประเภทอื่น ก็มีไขควง ตามประเภท นั้น ๆ ทุก ๆ แห่ง, เมื่อใดได้มีการใช้งานแล้ว ใช้เรียก เป็นคำเลียนเสียงมาจาก คำว่า “สะกรีวไดรฟ์” เมื่อตกแก่การณ์ลงมา คนจะเรียกเป็นภาษาไทย คนทั่ว ๆ ไปเห็นว่า การอ่านอย่างต่างประเทศของเขาไม่ถูก เพราะจะให้ทำการณ์ได้ช้า ฉะนั้น คนที่จะทำงานถนัด จึงควรเรียกไปตรง ๆ ให้ถูกปาก ถูกใจ ตรงความถนัด เต็มที่กับการทำงานสะดวก ให้แล้วเสร็จ จบลงไปตามภาษาในภาคพื้นแถบนี้ เพื่อเป็นความดีต้องบอกให้ได้, จึงให้เขาเข้าเรียกกันต่อไปว่า อุปกรณ์ ชนิดไขหัวตะปู คือของจำพวก “ไขควง” ที่จะต้องความกัน ประกอบกับการใช้งานแบบนี้ แก่น็อตหรือตะปูแบบนั้น ๆ จงให้เรียกชื่อ ว่า “สะกุไร” ไปตามแต่ถนัด, แต่ครั้งว่าถึงเวลาออกเสียง บ้างก็ยังว่าไม่ตรงพอดี เรียกไม่ค่อยจะถนัดอยู่ แล้วจึงมักเรียกชื่อ บอกกันต่อไปว่า “สะกุไล” อย่างนี้ก็มี
ตัวอย่างการใช้งาน : เช่น ถามว่า “มีน็อตที่ต้องใช้สะกุไรหัวแฉกไขอยู่กี่ตัว ? แล้วจะต้องเอาไปกี่ตัว ?” ตอบว่า “ได้มีน็อตหัวแฉก 2 ตัว และยังต้องเอาไปอีก จำนวน 5 ตัว”
ที่มา : การอ้างอิงตามประเภท นักศึกษาพึงเสิร์ชหาข้อมูล จากสารานุกรมไทย บ้างก่อน ในฉบับกาญจนาภิเษก จากจำพวกเรื่อง ส่วนประกอบหุ่นยนต์ และงานวัสดุ นั้น ๆ จะได้พบคำว่า น็อต (nut) และคำว่า สกรู (screw), พบได้ทั่วไป หาไม่ยาก ปรากฏเป็นคำศัพท์จำเป็นทั่วไป มากอยู่ เช่นฉะนั้น, คงเพียงแต่ในที่นี้ เพียงแต่ในราชบัณฑิตเรา ราษฎรเราพึงควรหาศัพท์มาแจ้งไว้ ต่อบททางการศึกษาของไทย ของเราปัจจุบันนี้เท่านั้น พบว่า ยังไม่พบเห็น ให้มีคำจำพวกนี้ ให้ทุกคนไว้ได้ใช้กันอย่างถูกต้อง

เผลอเรอ (๖๐๕)

เผลอเรอ ว. เป็นคำนาม หรือนามวิเศษ กิริยาวิเศษ แปลว่า การผิดพลาดลืมตัว ขาดสติ, อันให้หมายถึง เลิ่นเล่อ หรือว่าประมาท ก็ได้ เป็นความอย่างเดียวกัน, ว่า “เผลอ” คือ ปล่อยปละละเลย ขาดจิตใจระวัง ทีนี้ “เรอ” ว่าอากัปกิริยาที่ปล่อยลมออกมาโดยไม่งาม และทั้งน่าเกลียด นั้นคือ เรอ! รวมกับคำว่า เผลอ ว่า เผลอเรอ! ทีนี้ ก็จึงหมายถึง การปล่อยมารยาท หลุดพฤติกรรม อันมีกะใจที่ควรจะเพ่งระวังไว้ แต่สำรวมไม่ทัน ว่าคือ การ “เผลอเรอ” งานอันใดตามเหตุการณ์จะได้ความ ไม่ระวัง พลันต้องหลุดเลย เลื่อน ผิดพลาด ไพล่ไป คือ ผิดพลั้งไป ไหลเรื่อย ไม่ตั้งใจ เป็นต้น แล้วนั้นจึงว่า เป็นความประมาทเผลอเรอ ทำให้เกิดผลเสีย โดยที่มีความตั้งใจ และมีกำลังสติไม่พอ ไม่ควรแก่การที่ต้องสมควร นั้น ๆ
ตัวอย่างการใช้งาน : ในประโยค เช่นว่า “ครูพี่เลี้ยงเผลอเรอ ปล่อยทิ้งเด็กให้เล่นอยู่ โดยไม่ระวัง เด็กจึงเอาไม้ไปแหย่พัดลม ทำให้ใบพัดของพัดลม แตกพัง เสียหาย ทั้งยังอาจจะเกิดเหตุน่าสลดอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย ครูพี่เลี้ยง ไม่รู้จักระวังเด็กให้ดีบ้างซะเลย มีใจเผลอเรอผิดพลาดต่อการดูแลเด็ก ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนจนได้”
ที่มา : คำว่า เผลอเรอ ไปตามกิริยา ดังกล่าว เป็นคำที่ แสดงให้ได้พบ ให้ได้ยินทั่วไปได้ ทั้งยังพบจากเอกสารเผยแพร่ จดหมายข่าวของราชบัณฑิต ก็มีอยู่ จากในเรื่อง “ไขปัญหาภาษาไทย” นั้น, และว่า คำนี้ ถึงได้มีการใช้ ทั่วไปมากอยู่แล้ว พบเห็นทั้งนั้น เช่นว่า ลืมตัว ขาดสติไปชั่วคราว ต้องว่า เผลอเรอ เป็นต้น, แม้ในพระไตรปิฎกฉบับพระอรรถกถาจารย์ก็ให้พบว่า ให้มีมากอยู่ ใช้อยู่เป็นปรกติมากพอสมควร ถึงบาลีก็ว่า “สติสัมโมสา” นั้น คำดั่งนี้ ให้แปลกันว่า “เผลอเรอ”, ฉะนั้น ทุกท่านผู้สนใจ จงหาดูเถิด เครื่องมือทางอินเตอร์เน็ต ใช้เสิร์ชหาแล้ว อาจให้เห็นได้ง่าย

กล้าหาญ (๖๒๔)

กล้าหาญ น. กล้าหาญ คือคำวิเศษนาม แสดงวิเศษให้เห็น ไปถึง ผู้ไม่หวั่นเกรงใคร คนนั้น ไม่หวั่นไหวเลย, ใครก็ตามเป็นวีรบุรุษ องอาจ ไม่กลัวเกรงใคร ว่า เป็นคนกล้าหาญ จิตใจไม่สะทกสะท้าน คือว่า เก่งกล้า อาจหาญ ฉะนั้น แล้วว่า กล้าหาญ มีจิตใจสู้ กระทำเรื่องยาก ๆ ก่อนใคร ๆ คนนั้นจึงจะถูกเรียกว่า กล้าหาญ, โดยมากเป็นสำนวน ก็ว่า กล้าหาญชาญชัย, แกล้วกล้าอาจหาญ ได้กระทำในกิจธุระ นั้น ๆ เป็นต้น โดยมากเขาจะใช้พูดชมกับนักรบ คนที่ได้รบชนะ
ตัวอย่างการใช้งาน : พบในรามเกียรติ์ ว่าลงเป็นกลอน เช่น ‘มึงเป็นแต่ข้ามนุษย์, อ้างอวดฤทธิรุทรกล้าหาญ.’ และเช่นว่า ‘จึ่งจับศรสิทธิ์ฤทธิรงค์, อันทรงเดชากล้าหาญ.’ และว่า ในขุนช้างขุนแผน อาทิ ว่า ‘ทูลขอคนโทษก็โปรดปราน, สามสิบห้ากล้าหาญสิ้นทั้งหลาย.’ เป็นต้น มีแล้ว
ที่มา : คำนี้พบเห็นมาก ว่าคือ อาการไม่สะทกสะท้าน ต่อสิ่งที่มาถึง เข้ามาท้าทาย ไม่แสยง และใจไม่ระย่อ เก่งกาจ ยิ่งว่าตามประวัติศาสตร์ศึกสงครามด้วยแล้ว ยิ่งพบมาก ที่หนังสือจะเขียนกล่าวถึง ว่า ความกล้าหาญ และคนกล้าหาญ ซึ่งประเสริฐ ความในพระไตรปิฎกประเทศเราก็พบ ว่าท่านใช้พูดไปในเรื่องของมนุษย์ ผู้กล้าประพฤติธรรม และเผชิญกับสิ่งเร้นลับ ว่า กล้าหาญ เช่นนั้น, แต่ว่า เฉพาะในพจนานุกรมราชบัณฑิต ว่า “อาจหาญ” คือ ความกล้า และว่า กล้าหาญ และ“เก่งกาจ” ก็ว่า แต่ว่าโดยที่ยังไม่ค่อยได้อธิบายรายละเอียดอะไรมากนัก และ คำว่า “กล้าหาญ” โดยตรง ไม่ได้ให้พูดถึง

พระคฑา (๖๔๔)

พระคฑา ว. คฑา หรือ “พระคฑา” เป็นคำนามวิเศษ แปลว่า “กระบองจินดา” หรือ พระท่อนอาญาสิทธิ์ ฉะนั้น
ตัวอย่างการใช้งาน : คำว่า “พระคฑา” คำนี้ ควรแปลว่า “พระกระบองท่อนอาญาสิทธิ์” และไม่ควรจะให้ใครเรียกว่า “คทา” ซึ่งเป็นคำเก่าที่อาจมองด้วยความรู้สึกแล้ว รู้สึกว่า “ทื่อ และหยาบ ซึ่งเป็นคำชนิด แบบอย่างของไม้ตีพริก เท่านั้น”, แต่ว่า “คฑา” ว่า พระท่อนอาญาสิทธิ์ ว่าไม่ใช่ว่าคนจะแต่งเอง แต่นักเขียนนักอ่านที่ลงใจไปในสมัยเก่า น่าจะได้คิดบ้าง รู้สึกตรง ๆ ส่งใจให้ประชาชนได้สิ่งสวยสิ่งดีบ้าง เพราะคำว่า “คฑา” นั้น น่าจะได้เป็นบัญญัติ ที่ผ่อนลง มาจาก คำว่า ภาคัฒฑะ ผ่อนลง สั้นเข้าแล้ว จึงว่า “คัฒฑะ” พูดประกอบความสมบูรณ์เป็นคำเดียว ว่า คัฑฒะ ต่อมา จึงว่า คัฑฒา เสียง ท (ทอ) นั้นรวมกันเข้า เลือนไปตัวหนึ่ง เป็นอัน ว่า “คฑา” คือ กระทำจาก ต้นรากความหมาย จะไป ฉะนั้น พึงที่คนดี ๆ จะให้ความหมาย ค (คอ) อักษร ร่วมกับคำว่า อัฑฒะ มาแล้วนั้นเอง จึงจะเป็น วุทธิวิเศษ ของคำไปดั่งนี้ ซึ่งพูดเสียง ลงใจไปสิ่งซึ้ง เป็นความอ้างมาซ้อน ๆ กัน ฉะนั้น คนอย่าได้มัวว่า เป็นคำผิด ซะหมด ในเมื่อจะบัญญัติแล้ว จงได้อนุโลมตามความนิยมไปเถิด ให้ได้ไปถึงที่วิเศษที่ดีกว่า ซึ่งว่า “คฑา” คำฟังแล้ว จะแปลว่า “กระบองจินดา” ก็ยังได้ แต่ส่วนคำว่า “คทา” นั้น ค่า เป็นแค่ไม้ค่าไม้คบ เป็นชนิดที่หยาบ ที่ไม่เกินค่าไปกว่าไม้ตีพริก แลถึงใครจะว่า อาจได้เป็นของอย่างเทพก็ตาม แต่คำว่าตะบองนั้น ก็เป็นแค่ ของเทพชั้นบริวารอยู่แค่เท่านั้นเอง ไม่อาจจะเรียกว่าไปถึงชั้นของเทพวชิราวุธ ซึ่งอาจจะต้องว่า เป็นคฑา (ภาคัฑฒะ) นั่นเอง จึงควรกล่าวแก่ขององค์สมเด็จพระจอมทัพ
ที่มา : เรื่องจาก คำว่า “พระคฑา” นี้ คำนี้ชะรอย เห็นทีจะปรักปรำ ให้เห็นเป็นผิดไปหมด แต่ที่จริงควรน่าจะเพิ่มเติมเข้ามา, จึงจะไม่ให้เห็นเป็นที่น่าอนาถใจ แล้วได้ดีบ้าง ด้วยจะได้ซึ้งดี เพราะดีว่า, เพราะว่า จะให้ได้เขียนว่า พระคฑา นั้น ก็จะได้ความไพเราะ ไปให้ถึงดีกว่า และให้ได้รับไปซึ่งความสวยงาม เป็นพิเศษ ได้, ผิดกับคำว่า “คทา” นั้น ซึ่งอ้างว่า เป็นคำถูก แต่ซึ่งเป็นคำทื่อ ๆ ไม่ได้ ผ่านการโยงใยให้ใจ ไปถึงความวิจิตรกับอักษรอันเพริศแพร้วอะไร มากนัก, เพราะถ้าจะให้แค่คำว่า “คทา” แล้ว ย่อมเป็นคำพื้น ๆ อย่างมาก จะแปลวิเศษอย่างดี ก็คงไปอยู่แค่คำว่า “สากกะเบือ!” ว่าลงสวยสุดแค่เท่านั้น ได้แล้ว ก็จะได้ไม่มาก, จึงว่า คำว่า “พระคฑา” นั้น ไกลกัน และผิดกันลิบลับ กับ คำว่า “คทา” ซึ่งเขียนไม่เหมือนกัน, เรื่องนี้แล้ว ดีแต่จอมนักปรักปรำ มีอยู่เสมอ ๆ เท่านั้น ที่มักจะกล่าวด่าว่า คำดี ๆ ที่ให้มีความเพริศแพร้วเช่นนี้แล้ว (คฑา) ได้กลายเป็นคำผิดไปซะมาก ต่อมาก โดยที่เขาไม่ยอมคิดพิเคราะห์ ว่า ทำไม? ผู้คน และประชาชน จึงชอบเขียนไปเช่นนั้น สวยงาม, ด้วยเห็นว่า เพราะ คำว่า “พระคฑา” กับคำว่า “สากกะเบือ” อันนั้นจะต้องว่า “คทา!” นั้น เป็นตะบอง, พูดเปรียบฟัง เห็นกันตอนนี้ ก็ยังเห็นรู้สึกต่างกันอยู่แล้ว, กะอัน ที่ความย่อมจะส่งให้เป็น และได้ และดูมีความวิจิตรเพริศแพร้ว ไปแตกต่างกัน, ซึ่งต่างกัน เพราะว่า ความหยั่งลงที่ซึ่งพิเศษ จากจิตใจดวงวิเศษของคนนั้น ๆ สืบค้น ผ่านความเร้นลับได้เอง โดยที่อาจไม่ต้องผ่านเครื่องมืออย่างหยาบ แล้วเขารู้สึกได้ แล้วเขาถึงจะรู้สึกว่า คฑา (ใช้ ฑ นางมณโฑ ปรากฏ) นั้น จึงควรเรียกว่า พระคฑา ส่วนอันไม้ตีพริก อันนั้น คือ คทา! (ใช้ ท ทหาร ปรากฏ) นั้น จึงควรเรียกว่า กระบอง หากใช่สากกะเบือ ก็เรียก หากใคร่ด้วยผู้ใด จะเขียนคำแปล เช่นนั้นแล้ว “คทา” สะกดกล้ำด้วย ท ทหาร ควบลงฉะนั้น ควรที่จะแปลว่า “ไม้ตีพริก” เป็นชนิดขนาดที่เรียกว่า กระบอง.

เว็บไซต์นาฬิกา (๘๙๓)

เว็บไซต์นาฬิกา นิ.

ได้แก่ คำนาม ทำนองเป็นนิบาต บอกข้อมูลชื่อเรียก เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต อันที่เป็นเครื่องแสดงกำกับ กำหนดมาตรฐานเดียวกันสำหรับคนทุกคน เมื่อต้องกำหนดวิธี เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่ใด ข้อมูลฉะนั้น แสดงกำกับ เกี่ยวกับกำหนดนาฬิกา หรือ อันเป็นที่แสดงนาฬิกา เรียกว่า “เว็บไซต์นาฬิกา”
 • การจะหาเว็บไซต์นาฬิกา ฉะนั้น จะมาก จะซ้ำไป และว่า ที่ตัวจะหาลงบันทึก อันจะรายงานตน หรือเหตุการณ์อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเขียนไว้ในที่ ๆ ยังไม่มี ก็น่าจะเขียนไว้ที่หนังสือ, ตามสมุด หนังสือ แล้วที่สุด ว่า หากจะเลือกลงไว้ ในอินเทอร์เนต ในคอมพ์ จะเลือกลงไว้ที่ไหน?
 • ตามทางอันที่จะ ดูแลดี มองถูก และได้ประโยชน์ทั่ว โดยที่จะ ไม่ต้องขัดใจ แล้วสอบถามมาแต่เรื่องเช่นนี้อีก, ด้วยการณ์ไม่ถูกอันที่จะต้องถาม
 • แล้วทีนี้ เรา-ท่าน เมื่อเห็นแล้ว ต้องได้เรื่องคำศัพท์ใหม่ ๆ ด้วย, ว่า คำว่า “สาธารณูปโภคเครื่องมือ” ฉะนั้น ว่าเป็นคำศัพท์ ถึงควรยกมาเรียกสิ่งที่ จะนำมาเกี่ยวข้อง เช่นนาฬิกา,
 • ว่าถึงการเกี่ยวข้อง, ตามที่จะให้เกิดคำสำทับ กำชับ! รับฟังไว้  ว่า “เครื่องมือสาธารณูปโภคภายในเว็บไซต์” ให้เห็นแต่คำศัพท์ สมควร ก็ควรว่าคำดั่งนี้. แล้วก็พึงต้องยก เป็นคำศัพท์บัญญัติ ที่เรา-ท่าน พึงตามบัญญัติให้มีไว้ ให้ได้ ติดตามกันไป โดยเร็ว 

สยาม, สยัม, สยัง (๘๙๐)

สยาม, สยัม, สยัง ว.

หมายถึง คำนามวิเศษ บอกความเป็นผู้มีรัศมี ความให้กำเนิดโอภาสอันผ่องใสเอง ในตน หรือลุถึงความสำเร็จนั้น หรือเทพนั้น

 • เรื่องอันเป็นที แก่เทวดาอยู่บ้างก่อน แต่!ว่า ยกคำ นำคำอันอาจจะโยงที่มาไปคล้าย ไปหา ไปดูตามบทที่มีชั้นเชิงตื้นลึก แล้วตัวไม่อาจจะให้เข้าใจไปเท่านั้นได้ โดยที่เรา-ท่านก็รู้กันตามประสาของเราดังนี้ก่อน และว่าไม่ได้รู้ลึกรู้จริงอะไร ๆ แต่ครั้งจะให้เข้าใจแต่บททั้งหมดว่า “สยาม!” หรือสุยาม เป็นเทพท้าวขั้นสุยามา นั้น อาจจะไม่ใช่ที ไม่ทั้งหมดก็อาจเป็นได้ เพราะว่า มาแต่ “ยามา” นั้น เป็นชื่อสวรรค์ แปลว่า ไม่ลำบาก เติมคำว่า “สุ” หรือ “สะ” ลงไป “สุยาม” จึงแปลว่า หาความลำบากไม่มี อันหาใดเทียบไม่ได้ อันนี้ (ในเขตสวรรค์อันนั้น) แปลว่า เป็นลักษณะพฤติสภาพ แก่เทพสวรรค์ชั้นนั้น ๆ แล้วอาจให้ว่าต่อไปได้อีกว่า คงเป็นชื่อเทวาธิราช ของที่ นั้น ๆ, แต่! เรื่องนี้ที่คติ เรา-ท่าน ยังมิใช่ก่อน เพราะจะสรุปย่นลงจนแคบเสียทั้งหมด มิควร! และเพราะว่า คำศัพท์ คำว่า “สยาม” ดูที อาจไม่ใช่ และเพราะในชั้นสำคัญเรากล่าวแก่ศัพท์ “สยาม” อันหมายถึง “อินทะ” ซึ่งไม่เฉพาะจะมีตื้นลึกกว้างไกล ลึกล้ำเพียงน้อย แค่เท่านั้น ตามแต่อันที่ยังไม่ได้เกี่ยวข้อง คาบเกี่ยวแก่วารวาระวิสัย ไปถึงมรรค ออกไปถึงศาสนธรรมได้, และเพราะว่า เทพยามานั้น ฉะนั้นจะว่าเป็นเทพอินทร์ ไปในวงศ์ว่าน ย่านแขนง ในอินทร์ทั้งหมด ที่ตามไปแต่ท้าวสักกะ พงศ์เผ่าอินทราทิตย์นั้น ไม่ได้, และเพราะว่า สวรรค์อันเป็นเหตุสถิตทั่วไป ต้องว่าตกแก่บุคคลในศาสนธรรม และอริยบุคคลด้วย ยามานั้น สวรรค์จะน้อยเกิน หากเรา-ท่านจะหากล่าวมาเฉพาะแค่เท่านั้น, ต่อคำว่า “สยัม” กับ “สยัง” ควรว่าตั้งเป็นคำเดียวกัน แต่ “สยัม” เมื่อว่าถึงญาณได้มรรควิเศษ จึงว่า “สยัง” อันยังคติทางให้ตนไปสู่ คต (คะตะ,คด) คือ สุคต (สุคะตะ,สุ-คด) หรือแดนสุคติ อันปรากฏแน่ว่า มีสวรรค์เป็นเหตุทั่วไป
 • ต่อไปนี้ ก็จะพูดถึงคำว่า สยาม หรือ สยัม อันจะเป็นเหตุแก่คนในศาสนธรรมบ้าง ด้วยว่า คำว่า “สยาม” ฉะนั้น ท่านอย่าหาว่าเป็นเหตุเพียงน้อย จะเป็นแต่มีสวรรค์เป็นการทั่วไปและเป็นสภาพทั่วไป ได้ทั้งนั้น เมื่อยังตนจุติจากโลกนี้ไป และข้อนี้เท่านั้น จึงจะเกี่ยวกับคำว่า อินทร์ หรือองค์ สยาม, สยัม ที่เป็นพระอินทร์ (ผู้มีรัศมี และโอภาสอันผ่องใสในตน), จากคำสอนที่ว่า “ไม่ทำบาปเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นทำบาป จำศีลอุโบสถอยู่ มีจิตเลื่อมใส ให้ข้าวน้ำ บำรุงเลี้ยงภิกษุสงฆ์ กตัญญูบิดามารดา ประกอบการค้าอันชอบธรรม ไม่ประมาท ย่อมเข้าถึงเหล่าเทวดา อันมีชื่อว่า “สยัมปภา”, ดังนี้ อย่างนี้ ถึงว่าไม่ทั่วไป หรือว่าเพียงน้อย ตามอันที่ไม่ถึงเหตุแก่การสถิตศาสนาธำรงคำสอน อันที่เป็นไปถึงสุคติ พระสุคต, แต่เราท่านพึงต้องว่าถึงความจริง ของคำว่า “สยาม!” หรือ “สยัมปภา” ดังนี้ ไว้ให้ได้ด้วย เพราะจะเข้ากับคำว่า “สยาม” ที่เป็น “พระอินทร์” นั้น ได้อย่างแท้จริง ที่จะต้องเวียนว่า แก่คน แก่หมู่ชนเป็นลำดับ ๆ ไป แก่ลำดับอริยบุคคลแต่ละขั้นไป (ซึ่งทั่วไปแก่สวรรค์) ที่ตรงไปถึงสยังคตญาณ อันจะให้สำเร็จกิจแห่งพระศาสนา ได้, เรื่อง พอกาลแต่จะว่า พูดมาคล้าย ๆ กัน คือ สยาม,สุยาม. และ สยาม,สยัม. แต่ว่าทีท่าตื้นลึกตามบทยิ่ง (มรรค-ผล) แก่ศาสนา อันหนึ่งไม่เข้าสนิท คำว่า สยาม (สวรรค์ยามา) ตามความจำกัดแค่ว่าในเขตแดนสวรรค์ จะว่าใช่อินทร์หรือก็ไม่ใช่ ก็ต้องไม่ใช่ แต่พอเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าถึงพระอริยะ (อินทร์ที่เป็นอริยะ) คือท้าวสักกะ เปรียบว่า ได้สยัมภูตด้วย คืออุปมาว่า ได้ดำเนินเข้าสู่ทางสุคต (มรรค) แล้วก็ว่าได้ จึงเป็น “อินทะ” ที่ชื่อว่า “สยัมปภา” พวกหนึ่งด้วย ซึ่งว่า จะต้องกล่าวเปรียบว่า เป็น สยามินทร์ เป็นเทวาธิราช เป็นจอมบดี ท้าวสักกะ องค์อินทร์แห่งแดนสวรรค์ อย่างแท้จริง, ถึงที่สุดว่า คำว่า “สยัมปภา” ฉะนั้น พระคัมภีร์กล่าวแก่ ผู้ประพฤติคุณธรรมกล่าวแล้วนั้น ว่าเป็นเทวธิดา ก็มี
 • แต่นั้น เรา-ท่าน ว่าเทพยามาสวรรค์ นั้นจะด้อย ไม่ใช่! เขาไม่ใกล้ศาสนา ไม่ใช่! แต่อาจจะว่า คำว่า สยาม! (สุยาม) ไม่ใช่มีทางเดียว อันมีทางสวรรค์หรือทางโลกธรรม แค่ตามความหมายเดียว, แต่!คำศัพท์ว่าไปถึงขั้นเหตุแก่ตนอันจะถึงแดนอริยะ ฉะนั้น ก็มี สยาม! (สยัม,สยัง) อาจเป็นคำเดียวกันที่พยามจะสื่อให้ทราบกันมาตลอดกาลแล้วนี้ด้วย เพราะเหตุจะอย่างไรก็ช่าง ก็แล้วแต่ จากแดนโลก ไปถึงแดนสวรรค์ชั้นดุสิต ก็ย่อมไม่ได้จะกล่าวว่าเป็นที่อันจะไกลกันจากพระศาสนา, ฉะนั้น คำ!จะฟังอย่างไรก็ให้ใกล้ ๆ กัน แต่ความแต่ก่อนมา บทคนขี้คร้านพาลฟังไม่ออก ห่วงอธิบายกันยาก จึงออกจะให้ความหมายทางโลกไปเท่านั้น ไปก่อน ไม่ให้ใกล้ศาสนาเสียเลย แต่พอกาลเมื่อค้นคว้าพอรู้ด้วยบ้างแล้ว ในปัจจุบัน เรา-ท่านควรว่าไม่ควร จะตามแต่อันที่ไม่ว่าออกไปให้เห็น ในทุกแง่มุม

สมัครเล่น (๘๘๖)

สมัครเล่น น.

หมายถึง อะไรก็ตาม ที่เป็นกิจกรรมหรืองานอดิเรก อันที่ยังไม่ได้ทำจริงจังจนเป็นอาชีพ เรียกว่า ยังกระทำอย่างสมัครเล่น แบบสมัครเล่น
“สมัครเล่น” คือกรณีที่พูดถึง การเรียน การทำงาน หรือการทำงานอดิเรก หรือการประกอบตนตามสาขาอาชีพ แต่ว่ายังทำแบบไม่จริงจัง หรือว่า จะได้เอามาเป็นหลักยังไม่มีเท่าใดนัก ยังทำไม่ถึง ถือว่า “กระทำอย่างสมัครเล่น”, กระทำแค่สมัครเล่น คือจะว่า ยังทำแบบไม่จริงจังนั่นเอง แต่ว่าทำไปในกิจ ในกรณี หรืออาชีพที่พอมีคุณแก่ตัวอยู่บ้างแล้ว, ถึงว่าการ “สมัครเล่น” อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การพูดแบบการกีฬา อันที่ยังไม่ได้ค่าตอบแทนงานเป็นการจริงจัง ตามที่ยังไม่ได้กำหนด เรื่องค่าตอบแทนเป็นสิ่งจีรังยั่งยืนอะไร เช่นนั้น ก็เรียกว่างานกีฬาสมัครเล่น โดยมาก ทั้งหมด นอกจากจะเรียกเป็นชื่อหนึ่งของกีฬาประเภทมวยแล้ว เรียกว่า “มวยสมัครเล่น” แต่คำศัพท์ก็อาจจะเรียกไปถึงกีฬาประเภทอื่น ๆ ด้วย เหมือนกัน ตามอันที่ได้ค่าตอบแทน และความนิยมด้วยวิธีคล้าย ๆ กัน ก็ให้เรียกว่า “กีฬาสมัครเล่น”, หรือว่า จะใช้คำว่า “สมัครเล่น” นี้ เรียกจำพวกนักเรียน หรือนักดาราศาสตร์รุ่นเล็ก ๆ ที่ยังไม่ชำนาญวิชา อันที่ยังดูดาวไม่เก่ง และยังไม่แม่น อย่างนั้นก็เรียกว่า นักเรียน, นักดูดาว หรือว่าแค่นักดาราศาสตร์สมัครเล่น, “สมัครเล่น” ใช้พูดบอก เป็นคำศัพท์ใช้จำเพาะ ประกอบการแยกจำพวก พูดกรณีที่บอกแก่อาการของเรื่อง เป็นอดิเรก อันที่เป็นลักษณะเป็นไปในการประมาณการ ดังกล่าวมานี้

คำแต่งย่อ อักษรย่อ ตัวอักษรโรมัน อาจจะไม่ใช่! (๘๗๒)

ไม่รู้จะต้องเขียนอย่างนั้น อย่างไร? เหมือนมีผิดอยู่ จะอธิบายอย่างไร? ไม่มีที่อ้าง น.
  • เรื่องชื่อย่อ อักษรโรมัน เห็นว่าจะคัดลอกหรือทำตามกันมาผิด คงมีบ้าง เพราะบางชื่อนั้น, เช่นนั้น ย่อแล้วสับหน้าสับหลัง ผิดหลักเกณฑ์ คิดพิจารณาวกตามดูข้างไหน ก็ยังเห็นว่าประหลาดเกินไป อันจะเทียบเข้ากับเกณฑ์ใกล้เคียงกันกับจังหวัดอื่นใดก็ไม่มี คือดูว่า จะต้องจับบังคับตัวหัวท้ายของแต่ละคำนั้น แลดู หาเลือกเอาตัวที่จะคุ้นความคิด แลตัวเขียนตั้งเขียน สะกดไปแก่ชื่อเต็ม ย่อมาให้เห็นชัด ถ้าว่าตัวหน้า,หลัง ชื่อไหนซ้ำกัน ก็เลี่ยงซะไปจับอีกคำหนึ่ง แล้วเลือกเอาเฉพาะตัวหน้า หรือหลังอันนั้น มารวมกัน, สำคัญที่ว่า บางคำย่อนั้น จับอักขระ พยัญชนะ อักษร มาผิด!อัน จับมาเฉย ๆ ฟังแล้วไม่ลงกันกะชื่อเต็ม และดูหาทางไม่เข้ากันเลยสักหน่อยกับชื่อเต็ม เห็นว่า ไม่มีเค้าว่าจะใช่อันที่ถูก, ถึงจังหวัดต่าง ๆ แยกส่วนตามคำ บางคำนั้นก็ดึงตัวหนึ่งมา แลไม่ยกตามคำ ยกตัวใดอื่นมาว่าให้เพี้ยนเกินไป เฉพาะ เมื่อถ้วนทั่ว เทียบไปทั่ว ๆ แก่ทุกชื่อจังหวัด จะเป็นชื่ออื่นที่ลงท้ายเหมือนกัน แต่ย่อแล้วไม่เหมือนกัน กลับแปลกไป หรือเลือกเอาตัวอักษรอันผิดไป เป็นอีกอย่าง ที่ไม่น่าใช่, ซึ่ง! เรื่อง! ความไม่คิดเอาใจใส่ของนักคิดนักเขียน อย่างนั้น จะตามเข้ามาปรากฏด้วย หรือใครได้คัดอย่างไร? ทำเสีย ลงเรียงผิด!ไปนั้นหรือไม่ เราเองก็ไม่ทราบ แลว่าจะเรรวนปรวนแปร หาอ้างไปถึงตรงไหน ใครทำไว้ก็ไม่รู้, ซึ่งทำยังไม่ตรงแท้ กับการที่จะเกิดบทอนุโลมไปตามชอบ, ซึ่งว่า! ถ้าหากหาเหตุผลไม่พบ คนปรกติธรรมดาเมื่อได้คิดได้ฟังดี ๆ พิจารณาเข้าแล้ว เขาก็ต้องว่ากระทำมาผิด หรือไม่ก็ว่าคงกระทำมาแต่ชุ่ย ๆ ไม่ทันที่จะตรวจให้ได้อันควร เป็นที่อวดแท้ ๆ จริง ๆ พร้อมกัน, เป็นที ให้จับพลัดจับผลู ดูเหมือนจะเขียนผิดไปอย่างนั้น ก็อาจว่าได้, แต่!ว่า เราก็ไม่รู้ และไม่พบ ไม่เห็นว่ามีครูที่ไหน ที่อาจจะบอกให้คนรู้
  • รายชื่ออักษรย่อ ตัวอักษรโรมัน เห็นว่าชื่อย่อไปที่ ชื่อเต็ม จังหวัดเหล่านี้ ดูแปลกไป ไม่ใช่ตัวอักษรที่จะมี ก็มี, ถึงควรแต่ข้อที่ถูก มีเหตุผลความน่าชอบ น่าอนุโลมคล้อยตาม สำนักราชบัณฑิต เป็นที่พึ่ง น่าจะบอกเทียบลง จรด บทเป็นอักษรย่อ ในอักษรโรมัน ให้ทุกคนได้ทราบกันสักครั้ง อย่าต้องให้ตามแต่การเขียนผิด เหมือนไม่ใช่ แก่ตัวอักษรไปไม่มีตามจะย่อ จากชื่อเต็ม ก็เอามาเขียนได้ เหมือนจะวิกล! เพราะจะย่อ ก็ไม่ย่อไปตามอักษร ที่เป็นชื่อ อันเป็นคำของจังหวัดอันนั้น ๆ, แม้ตัวคำลงท้ายเหมือนกัน แต่พอย่อแล้ว ไฉนจะกลับใช้เป็นคำอื่น ไปอย่างนั้นได้ อย่างที่คนจะค้นหา หาทางพิจารณาให้เห็นว่าถูกด้วยมีไม่ ไม่พบ! อย่างนั้นก็มีแต่การลำบากใจ หากจะรู้จะเห็นด้วยและเขียนตาม
  • อันชื่อฟังไม่ชอบ หรือว่าจะอ้างอย่างไร หากหาหลักฐานไม่พบ ใจจริง ๆ ก็ถึงไม่อยากจะเอาด้วย ว่าชื่อย่อนั้น (อักษรโรมัน) ดังนี้: - Kanchanaburi ว่า KRI ตัว “R” ไม่ชอบ ดูตัวอย่างตามชื่อจังหวัดอื่นที่ลงว่า “Buri” ถึงควรลงว่า “KBR” จึงชอบ, และต่อ - Nakhon Pathom ว่า NPT แต่กับ Nakhon Phanom ว่า NPM, เพราะอะไร? ว่า M สะกด! ส่วน “T” นั้นจาก thom ฉะนั้น nom จึงควรว่าเป็น “N” แต่ไม่ใช่ กลับไปใช้ “M” ข้อนี้ไม่ชอบ ข้อนี้จึงว่า Nakhon Phanom ควรว่า “NPN”, ต่อ - Pathum Thani ว่า PTE ข้อนี้ว่า Thani แต่ใช้ “E” ยิ่งเทียบกับจังหวัดอื่น ที่ลงท้ายด้วยคำเดียวกันแล้ว ก็ยิ่งผิดไปเลย คือพิลึก!หนัก ฉะนั้น ต้องว่า “PTH” จึงจะชอบ ไม่ใช่! “PTE”, ลองพิจาณาดูเถอะ ผิดแปลกอย่างเดียวกับ Pathum Thani นั้น ก็คือ Sa Kaeo ซึ่งหาตัว “W” มาลงไว้อย่างไร ให้ต้องผิดแปลกไปเหมือนกัน ควรว่า “SKO” แต่กลับว่า “SKW”, ต่อ - จังหวัดอื่น ๆ อีก ดังต่อไปนี้ Phetchabun ควรเป็น PCN แต่กลับว่าเป็น “PNB” PBN ไม่ว่า หรือไม่เช่นนั้น ก็น่าจะเป็น “PCN”, ต่อ - Lop Buri ควรเป็น LPR แต่ว่าเป็น LRI, ต่อ - Phichit ควรเป็น PCT แต่ว่า เป็น PCK, และ ต่อ - Uthai Thani ควรว่าเป็น UTN หรือไม่ก็ควรว่า UTH ไม่ใช่จะไปพิจารณาเอาอย่าง ชื่อ Sukhothai หรือ Surat Thani อันเขาว่าออกก่อน ๆ นั้น แต่ Uthai Thani จะว่าอย่างนั้นไม่ได้ แต่!ว่าจะต้องดู Thani อันอื่น ๆ ที่มีอยู่ด้วย อย่างนั้นหรือ? หรือไม่ก็ควรจะว่าอย่าง Pathum Thani ซึ่งหากจะว่า ก็ควร ว่า “TH” จับมาย่อวางแทน จากตัวอักษรหน้า เพราะว่าเมื่อใช้อักษรหลัง จะไปผิด เป็นการซ้ำ กันกับ Pattani ต่อ - ซึ่งคำเดียว เขาไม่ได้ยกสองคำเหมือน Pathum Thani เมื่อไม่ใช่ ก็เป็นอันควรจะว่าดั่งนั้นไว้ได้อยู่ ซึ่งจะต้องเขียนว่า “PTN”, ตรงตามนี้ พอเป็นเลา ๆ พอเป็นเกณฑ์ แล้ว จึงจะตรง พอเรื่องเป็นเค้าโครง เมื่อโยงการพิจารณาไปถึงชื่อแบบเต็มของจังหวัด นั้น ๆ แล้วนั้น คนจึงจะเข้าใจว่า ถูกต้อง
  • ชื่อการกำหนดแบบปัจจุบัน ซึ่งหาให้ทราบจะนับหลักเกณฑ์แบบไหน ว่าไม่ถูก มีอยู่ ดังต่อไปนี้ ขอราชบัณฑิตเรา เป็นที่พึ่ง จงได้สละกำลังจิตพิจารณา บอกแก่ประชาชนให้ได้เห็น ทราบ ต่อข้อที่ควรแก่เหตุ-ผล กว่าตัวแบบอันที่น่าคลางแคลงใจอย่างนี้ด้วย เพราะว่า กลัวว่าจะเป็นแค่การทำชุ่ย ๆ หรือการเขียนผิด ๆ ต่อ ๆ กันมา แค่เท่านั้น: - ต่อความต่อไปนี้: - 1 กระบี่ KBI, 2 บางกอก BKK 3 กาญจนบุรี KRI, 4 กาฬสินธุ์ KSN, 5 กำแพงเพชร KPT, 6 ขอนแก่น KKN, 7 จันทบุรี CTI, 8 ฉะเชิงเทรา CCO, 9 ชลบุรี CBI, 10 ชัยนาท CNT, 11 ชัยภูมิ CPM, 12 ชุมพร CPN, 13 เชียงราย CRI, 14 เชียงใหม่ CMI, 15 ตรัง TRG, 16 ตราด TRT, 17 ตาก TAK, 18 นครนายก NYK, 19 นครปฐม NPT, 20 นครพนม NPM, 21 นครราชสีมา NMA, 22 นครศรีธรรมราช NST, 23 นครสวรรค์ NSN, 24 นนทบุรี NBI, 25 นราธิวาส NWT, 26 น่าน NAN, 27 บึงกาฬ BKN, 28 บุรีรัมย์ BRM, 29 ปทุมธานี PTE, 30 ประจวบคีรีขันธ์ PKN, 31 ปราจีนบุรี PRI, 32 ปัตตานี PTN, 33 พะเยา PYO, 34 อยุธยา AYA, 35 พังงา PNA, 36 พัทลุง PLG, 37 พิจิตร PCK, 38 พิษณุโลก PLK, 39 เพชรบุรี PBI, 40 เพชรบูรณ์ PNB, 41 แพร่ PRE, 42 ภูเก็ต PKT, 43 มหาสารคาม MKM, 44 มุกดาหาร MDH, 45 แม่ฮ่องสอน MSN, 46 ยโสธร YST, 47 ยะลา YLA, 48 ร้อยเอ็ด RET, 49 ระนอง RNG, 50 ระยอง RYG, 51 ราชบุรี RBR, 52 ลพบุรี LRI, 53 ลำปาง LPG, 54 ลำพูน LPN, 55 เลย LEI, 56 ศรีสะเกษ SSK, 57 สกลนคร SNK, 58 สงขลา SKA, 59 สตูล STN, 60 สมุทรปราการ SPK, 61 สมุทรสงคราม SKM, 62 สมุทรสาคร SKN, 63 สระแก้ว SKW, 64 สระบุรี SRI, 65 สิงห์บุรี SBR, 66 สุโขทัย STI, 67 สุพรรณบุรี SPB, 68 สุราษฎร์ธานี SNI, 69 สุรินทร์ SRN, 70 หนองคาย NKI, 71 หนองบัวลำภู NBP, 72 อ่างทอง ATG, 73 อำนาจเจริญ ACR, 74 อุดรธานี UDN, 75 อุตรดิตถ์ UTT, 76 อุทัยธานี UTI, 77 อุบลราชธานี UBN, ...
  • ไขว่ห้าง (๘๔๔)

    ไขว่ห้าง น.
    คือชื่อนามบอกลักษณะ อาการนั่ง อาการนอน ชนิดหนึ่ง บอกเป็นอากัปกิริยาที่คนพักขา ชันขา ยกเข่าแล้วซ้อนขากันเข้ามาแบบตัวเลขสี่ ให้ขาขัดกัน หรือไขว้ชิดกันไว้ บนที่นั่งหรือที่นอนนั้น ๆ คือแต่ก่อน เมื่อลองคิดตาม เห็นว่า คำอาจจะว่าเปรียบ การขัดฝาห้าง ทำกระท่อม หรือห้างนา หรือที่ทำการจักสานไว้สำหรับเครื่องใช้ สำหรับที่พัก ฉะนั้น, ต่อมา ดังนั้น เมื่อเรียกบอก อธิบายอาการตอบกัน ว่านั่งนอนเห็นเป็นอย่างไรบ้าง ทำอะไรอยู่ ถึงตอบว่า “นั่งขาไขว่ห้าง นอนขาไขว่ห้าง” คือ คนนั้น นั่งโดยการซ้อนขาขัดไขว้กันไว้ ศัพท์จะเป็น ไขว้ หรือไขว่ เสียงเอกเสียงโท ฟังใกล้ ๆ กัน เมื่อพูดติด ๆ ฟังยากนัก ว่าไขว้ห้าง หรือ ไขว่ห้าง เดี๋ยวนี้ถึงว่า “ไขว่ห้าง” เพราะต่างคิดเห็นกันมากแล้วว่า คงเป็นเสียงไม้เอก
    ตัวอย่าง -
    ตัวอย่างนั้น ยังพอมีบ้าง จากหอพระสมุดฯ อย่างตำราช้างภาคที่ ๑ นั้น นุ่งผ้า, ว่า “โจงกระเบนริมขวาแล้วโจงกระเบนริมซ้าย แล้วจึงจัดกลีบเหน็บไขว้ทับพก...” คือว่า เห็นแต่ไขว้ ส่วนคำว่าไขว่ เหมือนจะว่าแต่ทำนองวิ่งไขว่ อย่างขวักไขว่ นั้น

    อันติมมณฑล (๘๓๕)

    อันติมมณฑล น.
    ได้แก่ ขนาดเมือง ตามอัตราที่บอกชี้ ระยะ และขนาด ของบ้านเรือน นครนั้น เมืองนั้น หากที่ใด ได้พื้นที่ไว้ กับอาณาเขต ตกแก่บ้านเรือน ด้วยคาม นิคม นั้น โดยมีประมาณในระยะ สามร้อยโยชน์ ตามอัตรานี้ ท่านเรียกกันเป็นกำหนดว่า เป็น อันติมมณฑล, ซึ่งหากว่า เราจะหาอัตรา แปรกันไปตามมาตราส่วนบ้างแล้ว ความซึ่ง “อันติมมณฑล” ชื่อชนบทว่า นั้น, ฉะนั้น ก็คงจะไปในราวเขตพื้นที่ ของตัวภูมิประเทศประมาณ 100,000-120,000 ไร่ ไม่ยิ่งกว่า ไปนั้น เพราะว่า ความ นับไปจาก 400 เส้น ในนั้น จึงเท่ากับ 1 โยชน์ แล้วว่าไป 300 โยชน์ จึงได้เป็น 1 อันติมมณฑล
    อันติมมณฑล -.
    ควรเห็น ได้ด้วยคำอ้าง ปรากฏ อยู่ในกถาจารย์ด้วย ฉะนั้น หากจะดูให้ดีบ้าง จะเห็นอัตรา อธิบาย และการกะเกณฑ์ต่าง ๆ มีไม่น้อย, ในข้อนี้ ก็มีปรากฏ มีความว่า “บรรดามณฑลทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ :- มหามณฑล (มณฑลใหญ่) ๑, มัชฌิมมณฑล (มณฑลปานกลาง) ๑, อันติมมณฑล (มณฑลเล็ก) ๑. บรรดามณฑลทั้ง ๓ นั้น มหามณฑล ประมาณเก้าร้อยโยชน์ มัชฌิมมณฑล ประมาณหกร้อยโยชน์ อันติมมณฑล ประมาณสามร้อยโยชน์”, เช่นนั้น ความอันข้อนี้ เราถึงต้องยกมาดูว่า อันติมมณฑล จะเป็นคำศัพท์ ที่ควรจะเอามารวมไว้ให้ครบดี, เป็นประการทั่วไป ดังนี้ ชื่อ จึงควรจะให้ยกมาเป็นลูกคำ ไปกับแม่คำ ถึงตามไปด้วยได้ กับคำว่า อันติม-, อันติมะ อันชื่อคำศัพท์ที่ซึ่งได้เป็นคำศัพท์ในพจนานุกรม นี้ ที่สำนักราชบัณฑิตได้ให้มีไว้บ้าง อยู่มาก่อนแล้ว เป็นคำหลัก
    อันติมมณฑล -.
    ครั้งจะว่า ให้ตกประมาณเป็นปัจจุบันด้วยกัน ดังนี้ พวกเรา เป็นแค่คนปัจจุบันจะหาว่าให้เห็นสักเท่าไหร่ ก็ควรจะว่า พื้นที่ ประมาณสักสามตำบล เท่านั้นเอง เป็นที่ใกล้เคียง ถึงอาจว่า ถ้าขนาด เท่านั้น จำนวนกี่ไร่ ก็ยังไม่ถึง ก็ต้องคูณ ตามจำนวนใหญ่น้อยที่จะให้พอดี, แต่ต้องไปจากเท่านั้นไป ไม่ควรจะให้ผิดกระไรนัก พอเรื่องแค่ว่า ลงเป็นประมาณแล้ว อันใด พอใกล้เคียง ตอบความเท่านั้นได้ ก็จงให้ว่าได้, ตลอดเรื่องดังต่อไปนี้ หากว่า เห็นพื้นที่ราว ๆ สัก 3 ตำบล คงควรว่าเป็นที่พอดี, สมมุติว่า คนพูดแค่คำว่า 1 เส้น เราต้องแลตลอดคำพูด ว่า 1 เส้น ที่จะออกเป็น พื้นที่ เราจึงควรต้องว่า ท่านหมายถึง 1 เส้น ที่เป็น หนึ่งตาราง เส้น (ควรว่า 1 ไร่) ฉะนั้น เพราะกะจะระบุกำหนดจำนวนลง ว่าเป็นพื้นที่ (พื้นที่ตามปรกติ คนไม่ได้วัดหัวถึงท้ายแค่เท่านั้น แต่ต้องว่าเป็นรัศมีหรือตาราง) แลดูตลอด จะลงคำนวณ ต่อคำนวณแล้ว ท่านจึงว่า กำหนดอาจจะเท่านี้, หากแค่คิดไปตามประมาณ การหมายถึงระยะต่อระยะ ไม่ใช่หมายถึงใกล้ หรือไกลต่อระยะเท่านั้น จะไปได้ แต่พูดไปในตัวสูตรของการหาพื้นที่ ตามลักษณะแบบต่าง ๆ แบบอื่น ๆ พื้นที่ต่อคำนวณแล้ว เกณฑ์ เฉพาะฉะนั้น ก็จึงอาจจะว่าไม่เท่ากันกับด้วยระยะในจำนวนนี้ ก็อาจจะว่าได้

    ตำบล (๘๓๐)

    ตำบล น.
    อันชื่อ ที่ต้องเขียน ว่า Bon
    “บางบอน, หนองบอน, นาบอน, บึงบอน, ป่าบอน, เตราะบอน, ท่าบอน, ตะเคียนบอน”
    อันชื่อ ที่ต้องเขียน ว่า Bon เหมือนกัน
    “กระแสบน, สาคอบน, ชีบน”

    และอีกแห่ง ตำบล ชื่อสามตำบล นั้น ก็ว่า bon เหมือนกัน, เป็นตัวอย่าง เห็นว่า จะเว้นอยู่ที่เดียว คือ ตำบล เขื่อนอุบลรัตน์ ที่เขียน “บล” นั้นว่า “Bol”
    ดังนั้น เมื่อเห็นแล้วว่า จะเป็นปัญหา แก่ทางจะคิด ไปสู่จิต อันไม่โสภานัก ถึงพอแต่คำด่า นั้น (ระยำ....) แก่ดีไม่มาก ไปด้วยก็ได้, ตามอันที่จะเกิดกับตนแก่ความเห็นมาก ๆ ตามตำบลทุกแห่ง มาโดยตรง หากเราจะเขียนเป็นภาษาเสียงด้วยอังกฤษอักษรโรมัน อย่างฉะนั้น ก็ยังต้องคิดสยดแสยง ห่วงให้ความจะชั่วสยองอยู่ ว่า “อันเรานี่ ไม่ใช่เล่า จะตำบอน! ไปหรือ? เป็นแต่เพราะกำลังลิขิต พาเขียนให้ตำบล เป็น ตำบอน! ให้ไปแล้ว ได้” คำศัพท์นั้น คงจะไม่พาเหียร กะหารือ พากระทำบทคำ แห่งบทพระอักษรสยามที่ดี ที่คงตั้งควรไว้อย่างโสภาได้เลย ด้วยเราไปถึงการจำยอมทำตามพากย์ของเขา ให้ตั้งตัว ให้เขียนให้ทำก็ทำ อยู่ ๆ เหมือน ให้เขาด่าเฉย ๆ ก็ต้องให้เขาทำ ไปเพราะอย่างนั้น หากเราเขียนทับศัพท์ ลงเสียงไปดั่งการณ์เช่นนั้น ก็จะต้องว่า เป็น “ตำบอน!” เป็นอยู่อย่างนั้น เป็นดั่งนั้นได้เอง, เพราะใครก็ตาม คนที่ต้องอ่านว่า “บอน!” ก็คนไทยเอง ไทยทำไปเช่นนั้น ลงไว้แต่ละที่ อันเป็นจำนวนมาก ยิ่งกว่ามาก, ซึ่งชื่อคำว่า “บล” อันชื่อ ตำบล คือภาษาทางกฎเกณฑ์ ได้มีจำนวนมากอยู่ก่อนแล้ว
    ตำบล -.
    ฉะนั้น แล้ว คำดั่งนี้ แยกกันไม่ได้ และไม่รู้ว่า ทำไมถึงด่ากันไว้อย่างนั้น ด้วย เป็นคำชุดหนึ่ง คือ คำว่า “ความระยำตำบอน!” ซึ่ง ระยำ! แล้วต้อง ตำบอน! ซึ่งก็ไม่ให้รู้ด้วยได้ว่า ตำบอนนั้น จะเลวร้ายไป-มาอย่างไร ให้บอกมาตามนิทานอย่างไหน ที่ไหน อยู่แผนกไหน ไม่รู้, รู้แต่ว่า หากจะเขียนทับคำศัพท์ ไปว่า “ตำบล!” ตัวเองไม่อยากจนใจที่จะเขียน ว่า “Tambon!” ซึ่งเราจะไม่จนที่เดียวเลย เพราะว่ามีตำบลมากทั่วประเทศ ลงให้ไปแต่ทางเรื่องสำนวนด่ากวนใจดั่งนั้น ก็ได้, ทั้ง ๆ ที่คำจะให้เขียนไปคนละอย่างมีเหตุ-ผลอยู่ ฉะนั้น ดังนั้น จึงจะขอว่า บอกไปถึง สำนักราชบัณฑิต ว่าท่าน จงอย่าเห็นใครแก่ตัว ทำพากย์แต่เสียงคำเท่านั้นเลย เพราะพอตนแต่การเขียนทุกสิ่งฉะนั้น (อันว่า ตำบล) เป็นสิ่งสำคัญเหมือนการตรา ธรรมะโองการ ของชาติตระกูล นั้น ๆ ชาติไทย ก็ต้นตระกูลไทย ก็ตระกูลนั้น ๆ, ซึ่งคำว่า “ตำบล” พวกเราจะไม่ให้สำคัญเลย แล้วเราจะตราสำคัญตัวเอง (เขียน) ตามเสียงคำพากย์ ของเขา (ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ) ให้เป็นการด่าตัวเองไปทำไม? ซึ่งพาจิตจะคิดชอบ จะให้เสียความดี ทิ้งเกียรติยศอันดีจริง โดยที่เรายังไม่ได้กระทำผิดอะไร ๆ แท้จริง ไปถึงอย่างนั้น ทำไม? ถึงต้องตามพากย์ ไปว่า เป็น “ตำบอน!” ตามใจคำศัพท์ของเขาอย่างนั้น ไปซะหมดทุกแห่ง

    “แก่เหตุ เมื่อพิจารณาไม่ชั่วอย่างไรไปนัก พิจารณาแล้ว จึงอยากจะขอเรียน สำนักราชบัณฑิต อันตั้งผู้คงคุณธรรมแต่ทางกลาง ท่านโปรดจงได้พาคนไปตามทางเลี่ยงนั้นเถิด อย่าเสียที โปรดจงอย่าให้เสียสำคัญเกียรติยศของคนเราเองไปมาก เมื่อเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นมาแต่โดยทางลึกลับอย่าง กระนั้น อย่าว่ากล่าวให้มีได้ไปถึงอีกเลย, คงควรรังแต่ หากใครจะไม่ให้เขียนคำว่า ตำบล! นั้น ว่า “Bol” ซะที ถึงทุกคนจะต้องเสียที, เรื่องไม่ดี เพราะว่า พอให้เข้าเรื่องอะไร อันชวนจะให้ตราคำศัพท์สำคัญ ๆ มุ่งเอาชนะความลึกลับไปเสียทีหนึ่งก่อน ในทุกแง่มุม ซะก่อน อย่าเสียออกไป ให้ได้, เช่นนั้น ราชบัณฑิต ก็จะไม่อาจมีทางแก้ไขความดีอันไม่ควรจะเสีย ตามอย่างชนิดที่ว่ากล่าวนั้น ให้แก่พวกเราได้เลย เชียวหรือ”

    (ดูอ้าง จากชื่อเมือง หมู่บ้าน ตำบล นั้น)

    ลิงค์, และ ลิงก์ (๘๒๑)

    ลิงก์ (อ. Link) น.
    คือที่แสดง กิริยาการประสาน, เกี่ยวโยง, เชื่อมโยง หรือ ที่ไขความ โยงกันไปเป็นทั่วไป แปลว่า จุด หรือแถบข้อความ ที่เชื่อมโยงไปกับข้อมูล ถึงข้อมูล ระหว่างกันนั้น แล้วคลิกคำสั่งด้วยอุปกรณ์ ที่จุดลิ้ง หรือแถบลิ้ง นั้น  ตามตัวภาษาอังกฤษ ว่า link (ลิงก์ อ่าน ลิ้ง) ดังนี้ หากจะว่าอย่างไทย ควรเขียนแต่ว่า ลิงก์ (ว่า ลิง ก การันต์) อ่านว่า ลิ้ง อย่างนี้จะดีกว่า เพื่อให้เป็นที่รู้แน่ว่า ไม่ใช่การทำเพศให้ต่างกันของศัพท์ตามคำศัพท์ ซึ่งต้องเขียนว่า ลิงค์ (ลิง, ลิง-คะ) ตามการทำเพศ หรือการนับไปตามกำหนดเพศ ตามแบบกระบวนวิธี ด้วยเกณฑ์ของหลักภาษา ที่ดี มีแต่เดิม อันซึ่งมีแบบแผนชัดแจ้ง มาอยู่ก่อนแล้ว เป็นนามคำชื่อบอกกำหนดค่า นับค่า จะเขียนถึงอะไร ๆ มีอยู่แล้ว ฉะนั้น ถึงควรเราจะขอไว้ว่า ที่สุด ศัพท์บัญญัติ เช่นนั้น สำนักราชบัณฑิตเอง อย่าได้ให้ใครเขียนไป จนได้เป็นจริงเลยเด็ดขาด ว่า คำว่า “ลิงค์!” (Link=ลิงค์ ไม่ถูก), เพราะว่า จะอ่านถูกว่า ลิ้งค์ ไปได้อย่างไร? เพราะเทียบกับ คำว่า ลิงค์! ที่ถูกคือ ลิงคะ, ลิงค์ (อ่าน ลิง) อิตถีลิงค์ นปุงสกลิงค์ และ ปุงลิงค์ ตามแต่ศัพท์ที่เป็นวิธีเป็นมาฉะนั้น, ลงที่จะเขียน จึงไม่ควรเขียนว่า ลิงค์ ว่าหมายถึงที่ อันเป็นแถบ หรือจุดข้อความ ที่เชื่อมโยงข้อมูลกัน เพราะดูจะเป็นการทำลายบัญญัติศัพท์ อันดี อันเดิม อันถูกต้อง อันมีแน่นอนอยู่แล้ว หากจะเขียนหมายถึงศัพท์ภาษาอังกฤษคอมพิวเตอร์ นั้น ว่า Link เราควรเขียนว่า ลิงก์ จึงจะให้ความหมายไปทางที่ถูก ได้ดียิ่งกว่า และที่แน่ ๆ ตัว เค (k) ก็ต้องว่าเป็น ก ไก่ ไม่ใช่ ค ควาย ส่วน ตัว เอ็น (n) เข้ามาสะกด เป็นทางจะเหลือคำ กร่อนหรือเลื่อนเข้ามาอยู่ ไม่มีตัว เค (k) ก็ยังว่าได้ทางสะกดอยู่ แล้ว เพราะว่า ตัว เอ็น (n) หรือ ตัว เอ็ม (m) เข้ามาสะกด ให้อ่านเป็นเสียง เอ็นจี (ng) ได้ ตามความนิยม และเข้าใจรู้ศัพท์มากหลายภาษามากขึ้นแล้วในยุคนี้ เพราะบางคนก็อ่านอย่างญี่ปุ่น (n ว่าเสียง ng) หรือไม่บางคนก็คิดอ่านอย่างอักขระวิธีมคธ (m ว่าเสียง ung) ซึ่ง ตัว ค การันต์ คำสะกดมา เป็นแต่หน้าที่จะให้ลด หรือหายไป หมดกำหนดแล้ว (Link=ลิงก์ จึงพออนุโลม ว่า ถูก), ฉะนั้น จึงควรที่จะสนใจแค่ว่า รังแต่เราแก่การจะใส่ ตัว “ค การันต์” ฉะนั้น จะวกเวียน จวนคิดจวนทำเข้ามา เขียนไป ก็จะเป็นแต่การให้คำศัพท์ฉะนั้นเข้ามา กระทำให้เข้าใจผิด ยิ่งตนเองยอมจะเขียนตาม ก็ยิ่งเหมือนว่า เป็นการยินดี ที่จะทำลายศัพท์บัญญัติเดิม ซึ่งจัดว่า เป็นของดี ของแท้ ตามที่ปราชญ์ผู้แสดงประโยชน์ตกลงแต่งตั้งกันไว้ตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว ให้เสีย ในการจะทำ“ลิงคะ” ด้วยการทำเพศศัพท์ให้ต่างกัน ก็พาลจะเข้าใจสับสนผิดพลาดจากกันไปหมด เพราะบอกประโยชน์ในการณ์ไม่ใช่เช่นนั้น ด้วยคำแบบเดียวกัน

    นิคม (๘๒๐)

    นิคม น.
    หมายถึง ถ้อยความ แสดงคติ บทบอกธรรมะ หรือความอัน บอกบทรจนาท อรรถคดี อันพอจะตราตรึง หรือจำพวกที่ได้เค้าความ ปรากฏถึงดีแล้วบ้าง ในทางที่จะพิจารณา คิดค้นให้จับจิต หรือว่า จะให้ผลิประโยชน์โภชผล ในทางเจริญ ได้ต่อไป ถ้อยคำ แสดงความกล่าว คำบอกมาด้วยประโยค ตามอธิบายเช่นนั้น เรียกว่า “คำนิคม” หรือ นิคมคาถา, คือว่าชนิดนี้ ก็คือความหมายของ “นิคม” ด้วยเพราะลักษณะ, ด้วยว่า คำใด จะพอให้ได้อิงอรรถอิงธรรม ปรากฏมา ให้ได้การดำริตริตรอง ให้ได้เค้าโครง เป็นทางออก ซึ่งว่าออกเรื่อง ว่าได้ จะเป็นทางกล่าวประพันธ์ให้ได้สารูปมาแล้ว ก็ตาม หรือจะเป็นการกล่าวตรงไปตามสัจจะก็ตาม น้อย แลมาก ให้ตามเห็นเค้าลางไปในทางที่จะสรุปได้, นั้น นิคม เช่นนั้น เป็นอันแปลว่า ถ้อยความ เป็นคำ เป็นบทที่แสดงฉะนั้น หรือประโยค เช่นนั้น เป็นความว่ากล่าว ชื่อ “คำนิคม” เรียกว่า “คำนิคมคาถา” ตามความหมายของบทกถาจารึก ตามบท กถาจารย์ อันนั้น ๆ มา นั่นเอง, ซึ่งจะให้แปลว่า เป็นบ้านเป็นเรือน เป็นเมือง เป็นชุมชน อะไรไปซะทั้งหมด ยังไม่ใช่
    นิคม -.
    ซึ่งบัณฑิต เรานั้น หรือจำพวกผู้ใฝ่รู้ เช่นอย่างเรานั้น ควรได้รู้เป็นลำดับสำคัญ ไล่เรียง มาทั้งหมด เป็นทีหนึ่ง ก่อน, ดังความว่า ต่อไปนี้ เป็นความหมาย ต่อไป อันศัพท์ ว่า นิคม! จะต้องคือ คำกล่าว ความ คำตะล่อมกล่าว คำกล่าวเข้าใจง่าย เป็นอย่างหนึ่ง ได้ว่า คำนิคม ซึ่งจำพวกคำอันกล่าวจากกถา มาด้วยนิทาน กับบทจากพระอนุศาสน์ เป็นพอสังเขป ได้แล้ว ฉะนั้น อย่างหนึ่งก็ให้กล่าวกันว่า คำนิคม เป็นที่ยกขึ้นแสดง เป็น นิคม! ได้ชื่อว่า “นิคมคาถา” นั้น ๆ แล, ต่อมานั้น เป็นชื่อ เมื่อพ้นจากบัตรหมาย ความขยาย สังเขปจำกัด ความหมายบอกกันไปทางหนังสือ, อันนอกไปจากชนิดคำ ทางตำราหนังสือ เมื่อไม่แทนความหมายทางหนังสือ ย่อมให้แปล โดยทั่ว ๆ ไป ว่า ชนบท ในประเทศ ตามตำบลเมือง อันเป็นสถานที่จัดตั้งกันได้ อยู่กันแล้วหลาย ๆ เรือน หลายบ้าน หลายคน มีตัวอาคารหลายบ้านร้านค้า เป็นที่อาศัย เป็นย่านหนึ่ง เป็นเมือง มีชุมชนเกิดขึ้น ตั้งขึ้นเรียงราย ประกอบกันเป็นหมู่ สิ่งของก็มีมากมายแก่หมู่ชน และประชาชน ได้รวมเป็นสังคมสำคัญขึ้น แลดูออกจะใกล้สำคัญแล้ว ย่อม ชื่อว่าเป็นนิคม! ตามที่อยู่นั้น ๆ บ้างก็แปลว่าเป็นเขตทางการทหาร จะต้องว่า ด้วย “นิคม” เฉพาะเป็นเขตบ้าน แล้วว่ารวมกันเข้ามา จึงว่า “คาม นิคม”, จะให้พอความหมายกัน ก็จงจบ รู้ตลอดความ ไปเช่นนั้นเถิด เดี๋ยวนี้ ปัจจุบัน จะคง แต่แค่เป็นนัย ตามแต่ที่แท้จริง ๆ ต้องว่ากันทั้งหมด เพราะเกี่ยวกันไป ด้วยกันทั้งหมด ถึงต้องควรเรียกรวมกันมาตั้งแต่ บ้าน, ตำบล, คาม, นิคม, ประเทศ และชนบท ประชุมชนทั้งนั้น ก็เป็นหมู่ชนนั้น ๆ “นิคม” ด้วยตัวชื่อ ก็คือชื่อนั้น เป็น นาม เรียกประกอบ เป็นคำอนุโลมบท แทนชื่อ ไว้กำหนดอธิบาย ตกเป็นคำกล่าวในหมู่คำ ของคำ ในจำพวกนี้ 
    นิคม -.
    ทั้งหมด จึงจะต้องได้ความทั้ง ๒ อย่าง, คืออัน ๑ ว่า คำสังเขปทางหนังสือตำรา หรือคำบอก ฉะนั้น ก็ว่า นิคม! ถึงอีกอันว่า ตัวร่างร้าน เรือนชาน ที่เกิดพอสังเขป จะเป็นเมือง เป็นชุมชนขึ้น ปรากฏเค้าลางจะให้วัฒนา แล้ว ก็จึงว่า นิคม! เป็นตามทั้งหมด ดังนี้ ถึงจะเป็นการพิจารณาได้ว่า จะใช้คำว่า “นิคม” ให้เกิดคุณศัพท์วิเศษทางความหมาย ไปที่ใด หรือว่าจะใช้ไปในจิต จรดบทคิด วิตกบทตรึกตรอง ไปถึงประโยชน์จำนัล ในถ้อยความของประโยคใด

    สรรพยา (๘๑๒)

    สรรพยา น.
    ครั้งจะให้แจ้ง ว่าชื่อ อำเภอ ตำบลที่ตั้ง ชื่อ “สรรพยา”, บอกว่า จะเป็นชื่อคน หรือ ชื่อตำบลหมู่บ้าน ก็หาไม่ เห็นว่า, ความหมายอย่างอื่น คงจะมีอยู่ เพราะโยงหา ยกไปตรวจดู จากหอพระสมุดฯ แล้วนั้น มีให้เห็นในบทเรื่อง กลอนนิทาน พงศาวดาร มีอยู่, เป็นความปรากฏมาบ้าง ดังนี้, ท่านผู้สนใจจะชอบ อัศจรรย์ เพริศแพร้ว ของหมายเกณฑ์ ตัวกำหนดบทศัพท์ เป็นชื่อ “สรรพยา” แล้ว, ท่านก็จงค้นหา ตรวจดู แลมองไปให้เห็นเอง เถิด, แต่ครั้งเฉพาะดูแล้ว ครั้งนี้ ไม่กลัวจะได้ พวกเราที่จะพบ อ่านพบ ก็จึงขอแจ้งไว้ด้วย ตามกันกะที่พบแล้ว, เพราะว่า ในพระราชบัณฑิตเอง ของพวกเรานี้ยังไม่มี เขาก็ถึงจะบอกให้ ตามควรที่จะยกมาจากหอพระสมุดฯ บอกเอาคำศัพท์ไพเราะอย่างดี เช่นนั้นมาบ้าง ตามแต่คำ ที่ซึ่งควรต้องเอามา ให้บำรุงมนุษย์สมบัติ ของชาวไทยเรา ทุกคน ให้ทั่ว (อ้าง1)
    สรรพยา ว.
    จะแปลอย่างไร นั้น, ท่านก็จงดูที ให้สังเกต ดูพิจารณามาแล้ว ด้วย อย่างนี้พร้อม, คือ ในเรื่องพระอภัยมณี บ้าง, บทละครรามเกียรติ์ บ้าง, กล่าวใน ชิดก๊กไซ่ฮั่น ก็มีบ้าง เป็นตามลำดับ  ถึงแต่คำว่า สรรพะ คือ สรรพ- ค้นหาในพจนานุกรมนี้แล้ว มีแต่คำนี้ แค่คำนี้, เช่นนั้น เป็นที่ ถึงเราต้องยกจากที่อื่น อันเป็นของเก่าเข้ามาไว้ เพราะถ้อยความของเขาได้แสดงเรียบร้อย ออกเอกเลขโท ไว้ ให้น่านิยม แล้วถึงคำว่า มี สรรพยา! ฉะนั้น ก็ดี มีความดี มีเสน่ ฟังดีที่น่าจะให้พอมีความหมายตามธรรมดา เป็นอย่างดี ในพจนานุกรมต่อไปได้ อย่าว่าแต่แค่เป็นชื่ออำเภอ ในจังหวัดชัยนาทเท่านั้น จะไม่พอ จะว่าแค่ชื่อต้นไม้ ก็ไม่พอ, ถึงความในหอพระสมุดฯ ตามลำดับไปนี้ อาทิ ว่า สรรพะ เป็นยาวิเศษ คือเมื่อเข้าเนื้อ แห่แหนแผนการที่ดี อย่างยิ่งจนอัศจรรย์แล้ว ก็ยิ่ง เป็นตัว สรรพยา เหลือความฉะนั้น จะพิจารณาต่อไป “...ประสงค์สิ่งสรรพยาจึงพากัน, มาเลือกสรรสืบเสาะตามเกาะเกียน...” และ “... พระองค์ให้ไปตรวจตรา, สรรพยาในทวีปทั้งสี่. อันยาแก้พรหมาสตร์อสุรี, มีอยู่ยังเขาอาวุธ. ...” และว่า ฉะนั้น “... คิดถึงความฝันตรองการจะหายาอายุยืน อยู่วันหนึ่งเสด็จออกจึงตรัสถามขุนนางว่า ผู้ใดยังจะรู้จักสรรพยาซึ่งจะให้จำเริญ ...” ดูเมื่อใครอ่านมากออกไปแล้ว จะคิดถึง เรื่อง ของพระธิดาเมี่ยวซ่าน ต่อไปอีก เพราะเที่ยวออกตามหายาวิเศษบัวหิมะ หรือบัวสวรรค์ ชื่อนั้น ถึงว่าเป็น “สรรพยา” (อ้าง2)
    ผลการค้นหา “สรรพ-”
    สรรพ, สรรพ- [สับ, สับพะ-] ว. ทุกสิ่ง, ทั้งปวง, ทั้งหมด, เช่น พร้อมสรรพ งามสรรพ เสร็จสรรพ สรรพสิ่ง สรรพสินค้า. (ส. สรฺว; ป. สพฺพ).
    ลูกคำของ “สรรพ, สรรพ-” คือ   สรรพคราส  สรรพคุณ  สรรพนาม  สรรพสามิต  สรรพากร  สรรพางค์ (พจนานุกรม)

    สังยุต (๘๐๕)

    สังยุต น.
    แปลว่า ประมวลหนึ่ง หรือหมวดหนึ่ง, อันที่ เป็น“การกล่าวส่วนแห่งกระบวนทัศน์ นั้น หรือข้อคิดข้อเขียน” ที่เป็นมาซึ่งกระบวนทัศน์ อันที่เป็นมติ หรือธรรมคติ ด้วยกันกับพระอนุศาสน์, เช่น การกล่าวแก่ วรบท หรือว่า แสดงธรรมีกถา ยิ่งด้วย หรือเกี่ยวแก่ มัคคสังยุต หรือกล่าว หรือว่าเขียน ด้วยชื่อบท แล้วแสดงข้อเขียน นั้น ด้วยทางแห่งการพิจารณา เช่น ด้วยบท โพชฌงคสังยุต เป็นต้น อาจกล่าว ถึง มารสังยุต, เทวดาสังยุต ด้วย เป็นต้น (อ้าง1)
    การใช้งาน 
    ดังนี้ว่า นี้ ควรจะแปลว่า การบอก หรือการเขียน ความอันตอบแก่บท ทางคดี ทางธรรมคติ เป็นหลัก ๆ หรือ ส่วนประกอบของคำ คุณเครื่อง ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องใกล้กันเข้ามา ซึ่งรวมเป็นนิติจารีต ในธรรม หรือตามธรรมในฝ่าย นั้น ๆ เปรียบว่าสังยุตธรรม เป็นซึ่งโขลนทวาร บานแผนก แล้วประกอบเป็นเรื่องหนึ่ง จึงว่าคำว่า “สังยุต” ชื่อฉะนั้น, ตามความ แค่แปลว่า ประกอบแล้ว หรือผูกแล้ว, จะแปลให้ทั่ว ๆ ไปหน่อย จะบอกว่า ประกอบแล้ว ผูกแล้ว อยู่ซึ่งข้อคิด หรือทางสำนวนโวหาร แค่นั้น ก็จะไม่ใช่ที่ ถ้าท่านจะกล่าวแต่คัมภีร์ ท่านจะกล่าวถึง คัมภีร์นิกายหนึ่ง ในพระสุตตันตปิฎก ในนี้ก็จงกล่าวไว้, แต่ต้องว่าด้วยแต่เรื่อง จุดหนึ่ง เรื่องหนึ่ง ความมุ่งหมายหนึ่ง สารูป จะว่าจุดสังยุต ตามภาษาอังกฤษ กระนั้น ที่จะว่า Conjugate Point ออกหลายภาค วรบทของจำนวนเรื่อง ไม่กำหนด ในตัวอย่างจะเขียนคำใดไม่ชั่ว ถึงเกณฑ์ว่าเข้ากับวรบท ทางภาษา ภาคตัวการกระทำนั้น ๆ หรือจุดธรรม นั้น ๆ ตัวเขาอาจจะว่า เราว่า “สยามสังยุต” เพราะให้ว่ากล่าวได้ เป็นไปแต่ส่วนประกอบ อันมีมา ด้วยเป็นแต่จารีตที่เป็นรากเหง้า เนิ่นนานนับเพรงกาล นักแล้ว (อ้าง2)
    ความที่มา 
    ฉะนั้น จะว่า อะไรควร เมื่อพอควร ตนจะระลึกว่า นี้ สยามสังยุต ก็ได้ เพราะที่แท้ สยามนิกายเอง เป็นที่เจริญศาสนาออกไป ก็มี อย่าถือนัก ใครพูดตามความจริง  ความจริงนั้นจะไม่เสียเลย ครั้งจะแปลว่า รูปจุด หรือแต้มทางเครื่องหมาย ก็ได้ แต่ว่าผนวกเข้าเป็นกับอาการ หรือสำนวน อันวิเศษอาจจะเรียกว่า “จุดสังยุต” ก็เพราะ จะให้ไพเราะ ทางอักขระ จะถึงค่าที่ได้เรียก ควรเรียกได้ ได้ลงกำหนดมาก ๆ และศึกษา อันที่ควรได้เรียนมา พิจารณามา ตามบทกำหนด (อ้าง3)

    ทาสี ทาสา (๗๙๒)

       ทาสี ทาสา น.
       ด้วยกับบท พระกถาจารย์ สรุปความนี้ ว่า ทาสา ทาสี ยกมาแล้ว ก็คือ “ตัวทาสเกิดภายในเอง คือเรือนทาสนั้น และทาสไถ่มาด้วยทรัพย์ และทาสเป็นเชลย หรือที่ต้องตกมาถึงความเป็นทาสรับใช้ ก็ใช่”, เป็นต้น จากความบอกบทในทางหนักเบา ตื้นลึก กับเหตุ แก่การเป็นตัวเลก เป็นเลข เป็นตัวทาส เป็นคนรับใช้ คนตกต้อง เป็นไพร่ เป็นพลเกณฑ์, แต่ ไม่แค่การฉะนั้น เท่านั้น ความหมาย เฉพาะที่จริง ย่อมหมายถึงตัวตัณหาอารมณ์ ความอยากด้วย ว่าตัวเองต้องตกเป็นทาส!,
       ที่ควร พิจารณาอีก ร่างศัพท์ ว่า ทาส ได้แก่
       ความว่า ทาส! ก็คือ เฉพาะจะเป็นคนรับใช้เขา เมื่อตนตกเข้าเป็นผู้ถูกรับรอง ได้แต่การจะรับรองตนเข้ารับใช้ ทำกิจธุระ ประกอบการงาน ให้แก่คนแห่งทำเนียบศักดินา ทั้งปวง ตลอดว่านั้น ทำงานให้แก่คนของทำเนียบศักดินา ชื่อว่า ทาส!, เป็นอันจะต้องรับใช้ เป็นคนงาน เป็นพล ชนชื่อว่าทาส! มานับเพรงกาล เป็นจำนวนแห่งที่ แต่ต้องเข้าจำนนแก่กิจธุระ มอบตัวรับใช้แล้ว เข้ากันกับพวกไพร่ ให้ได้ถูกใช้ และรับรองให้ใช้ ตกเป็นทาสเขา ตามจำนวน ที่ต้องจำนน, เพราะว่าสติปัญญา ฉะนั้น คนเฉพาะตน เกิดมาเปรียบเทียบเป็นชาติวัวงาน เป็นโคงาน ประการจะออกทัพเป็นหน้าศึก ตรึกคิดจะเอาชัย กำชัยฉะนั้น ประเภทจำพวกคนเป็นทาสเขา ไม่คิดเห็นจะทำได้, ว่า จะบริหารชาติ ทำกำหนดการตลาดวาณิชก็ไม่เป็น โบราณถึงว่า “เป็นคนเกิดมาต่ำ!” เป็นวรรณะย้อมกับจิตใจ ให้ยอมจำนน ให้ตัวเองต้องค้าขายแรงงาน ด้วยอัตราเท่าชีวิต แล้วสละตนไปเลย ก็ได้, ท่านว่า ทาสจึงมีหลายประเภท บอกชื่อ เป็นไปตามจำนวนสินใช้ จำนวนของการไถ่ตัว ชื่องาน และการเข้าจำนำตัว หรือเป็นไปตามเกณฑ์ของทำเนียบศักดินาชื่อนั้น ๆ ที่ทาสได้ไปเข้าด้วยกันกับพวกไพร่ แล้วเป็นทางอันประสมกลมเกลียวกัน ก็จะได้ชื่อ เป็นทาสติดที่ ทาสติดหนี้ ติดตระกูล ไปตามชื่อนั้น ๆ, แล เขาต้องเรียกว่า “เป็นทาส” ตกเป็นทาส! ยอมเป็นทาส! ได้แต่รับรองตน เป็นทาส!เข้ารับใช้เขา เท่านั้น เหนื่อยหนัก! เพราะเป็นทาสเป็นชน เป็นคนที่ต้องรับ ต้องทำ ต้องระวัง! ตามฤทธิกำหนดแห่งศักดินา จะประกาศประกาศิต อันกำหนดลงมาแต่ทิศเหนือหัว แล้วตกแก่ความเป็นทาส, หากว่า ไม่ต้องพูดบอกอาการ อธิบาย พูดบอกแต่แค่ความหมายแล้ว “ทาส?!” ก็คือ คนรับใช้ ชื่อเรียกว่าบ่าวไพร่ คนโบราณมีศักดินาสูงขั้น ถือจำนวนกำหนดหลายอย่าง จะต้องมีเจ้านาย หากใครไม่ออกไปจากเกณฑ์กำหนด นั้น ตามบทของทำเนียบศักดินา ก็ไม่เป็นไท แล้วต้องอยู่เรียบร้อยไปตามบท ทาส! ตามเกณฑ์ ซึ่งรับใช้ฉะนั้น แล้วได้, ถึงต้อง เรียกว่า เป็นข้าทาส เป็นทาส, ตัวทาสหญิง เข้ารับใช้แล้ว เรียกว่า “ทาสี” ที่ใดทาสชาย ยอมตนไปตามการรับใช้แล้ว ก็เรียกว่า “ทาสา”, ความตามศัพท์ คำต้นเค้า ตัวว่าตกทาสแท้ ย่อมจะหมายความเอาตัวบริวาร ว่า คนเรา ใครที่ใดยอมตนรับใช้ แก่ สิ่งใด เรื่องใด ธรรมใด คน ๆ นั้น ก็ชื่อว่า เป็นทาสของสิ่งนั้น การณ์นั้น, และเดี๋ยวนี้ปัจจุบัน จะถือว่า เป็นคำหยามหมิ่นก็ได้ เพราะคำว่า ด่าเปรียบ ว่าคนสนใจทำแต่งาน ที่ใด ใครสนใจทำงานไม่โลเล หาเที่ยวเตร่ ทำเฮฮาอย่างไรอื่น ๆ ทำเล่น ๆ ไม่เป็น คนนั้น ย่อมถูกประณาม ว่า “ยอมแต่จะตกเป็นทาสเขา” แค่แต่เท่านั้น ที่จะทำ (อ้าง1)
       ที่ค้นจาก พจนานุกรมนี้ ผลการค้นหา “ทาส”
    ทาส, ทาส-(๑)  [ทาด, ทาดสะ-] น. ผู้ที่ขายตัวลงเป็นคนรับใช้หรือที่นายเงินไถ่ค่าตัวมา เรียกว่า ทาสนํ้าเงิน, ผู้ที่เป็นลูกของทาสนํ้าเงิน เรียกว่า ทาสเรือนเบี้ย หรือ ทาสในเรือนเบี้ย, ทาสที่เอาเงินไปซื้อมา เรียกว่า ทาสสินไถ่, ผู้ที่เป็นคนเชลย เรียกว่า ทาสเชลย, ถ้าใช้คู่กันว่า ทาสทาสี ก็หมายความว่า ทาส เป็นบ่าวผู้ชาย และ ทาสี เป็นบ่าวผู้หญิง (ป., ส.).
    (๒) น. ผู้ที่ยอมตนให้ตกอยู่ในอำนาจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เป็นทาสการพนัน เป็นทาสยาเสพติด เป็นทาสความรัก เป็นทาสเงิน, ผู้ที่อุทิศตนแก่สิ่งที่เลื่อมใสศรัทธา เช่น เป็นทาสความรู้. (ป., ส.).
    ลูกคำของ "ทาส, ทาส-" คือ   ทาสทาน  ทาสน้ำเงิน  ทาสปัญญา
       ที่ค้นจาก การใช้งานศัพท์ คำว่า “ทาส” ในกลอนสมุดไทย และบทหนังสือทางวรรณคดี อาทิ เช่น โคลงกลอน วรรณคดี เจ้าพระยาพระคลัง, ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔, สุภาษิตสอนหญิง, ตามลำดับ ความว่า “...หนึ่งคนธรรพ์ก็เป็นทาสบาทมูล, ต่ำตระกูลดั่งกามาแกมหงส์. ถึงข้าพลัดภัสดามาเอองค์, ก็รักวงศ์เหมราชไม่แกมกา...” และ “...ถ้าได้เชลยมาเปนหลวงก็ดี ฤๅพระราชทานอาญาเปนอุกฤษฐโทษ ต้องริบราชบาทว์บุตร์ภรรยาแลทาสชายทาสหญิง ต้องตกเปนคนระบาทว์หลวง...” และว่า “...ข้าทาสโฉดชี้แจง, ของอันแสลงอย่ายิน, อย่ามักกินก่อนผัว. เอาตัวต่างทาสี...” เป็นต้นนั้น (อ้าง2)
       อ้างแหล่งที่มา
    ที่อ้าง บอกอธิบายความ บันทึกคำอ้างอย่างเดียว ตามคำท่านอ้างดีแล้ว ขออ้างตามทุกแห่ง (อ้าง3)

    แดน (๗๘๙)

    แดน น.
    อธิบาย พบเห็นเพิ่มเติม ด้วยมีศัพท์ คำว่า “แดน” เห็นควรแต่น่าจะบอกเพิ่มเข้ามา ปรากฏ อยู่ในกลอนสมุดไทย และบทหนังสือทางวรรณคดี เป็นที่น่าฟังได้ อาทิ เช่นว่า โคลงกลอน บทละครเรื่องรามเกียรติ์, และคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม, ตามลำดับ ความว่า “...พระคุณใหญ่หลวงมหึมา, ดินแดนแผ่นฟ้าไม่เปรียบได้. ทุกวันตานี้ไม่เห็นใคร, ความชราเจ็บไข้ก็ยายี...” และว่า “...มีพระราชอาณาเขตรกว้างขวาง ทิศเหนือถึงแดนลาว ทิศใต้ถึงแดนแขกมาลายู ทิศตะวันออกถึงแดนเมืองเขมร ทิศตะวันตกถึงแดนมอญ มีเจ้าประเทศราช...” เป็นต้นนั้น ฟังเห็นคำศัพท์มา ว่า แดน! จนจะต้องรวมไว้สักแบบหนึ่ง ให้รู้ดี มากขึ้น (อ้าง3)
    ผลการค้นหา “แดน”
    ที่มาจาก พจนานุกรมนี้
    แดน

    น. เขต, พื้นที่ที่กำหนดไว้โดยตรงหรือโดยหมายรู้กัน, เช่น ชายแดน ลํ้าแดน, ถิ่นที่มีคน สัตว์ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งประเภทเดียวกันอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น แดนผู้ร้าย แดนเสือโคร่ง แดนกล้วยไข่ แดนโลกีย์, โลก เช่น สตรีใดในพิภพจบแดน ไม่มีใครได้แค้นเหมือนอกข้า ด้วยใฝ่รักให้เกินพักตรา จะมีแต่เวทนาเป็นเนืองนิตย์ (อิเหนา).
    ลูกคำของ “แดน” คือ แดนสนธยา แดนแห่งกรรมสิทธิ์ แดนไตร
    อักขราภิธานศรับท์ ของหมอปรัดเล ความดังนี้
    แดน, แว่นแคว้น, แขวง, จังหวัด, เขตร, ถิ่น, ที่, คือแว่นแคว้น ฤๅเขตร์ นั้น, เหมือนอย่างเขาพูดกัน ว่า, เขตร์แดนเมืองไทย เป็นต้นนั้น
    ตัวอย่างการใช้งาน พิจารณาความหมายเพิ่มเติม
    ร่างศัพท์ ว่า แดน แปลว่า เขตของประเทศ ของสถานที่ บริเวณ, พื้นดินสถานที่ตรงปลายมีที่อยู่ เหตุนั้นตั้งขึ้น ว่า เขตแดน เป็นแดน หรือว่า อันที่ใจเกิดมาเป็นภพ เป็นภวะ มีสภาพ ก็ว่า แดน เช่นว่า แดนเกิด แดนโลก, ดินแดน แขวง เขตปกครอง ถิ่นที่ บริหารครอบครองอยู่ ว่าคือ แดน ว่านั้น (อ้าง1)

    แหล่งอ้างอิง ที่อ้าง บอกอธิบายความ บันทึกคำอ้างอย่างเดียว ตามคำท่านอ้างดีแล้ว ขออ้างตามทุกแห่ง (อ้าง2)

    เมือง (๗๘๓)

    เมือง น.
    อธิบายเพิ่มเติม  ด้วยมีศัพท์ คำว่า “เมือง” ในกลอนสมุดไทย และบทหนังสือทางวรรณคดี อาทิ เช่น โคลงกลอน เรื่องลักษณวงศ์, จดหมายหลวงอุดมสมบัติ, ตามลำดับ ความว่า “...แต่อาลัยสาวสรรค์มิทันหาย, ซํ้าเสียดายปรางค์มาศราชฐาน. ดูละม้ายเมืองแมนแดนวิมาน, แก้วประพาฬมรกตทับทิมแกม...” และว่า “...เบื้องต้นแต่เมื่อเรือแล่นขึ้นไปตามลำน้ำก่อนถึงเมืองร่างกุ้ง แลดูพระเกศธาตุ Shwe Dagon...” เป็นต้นนั้น (อ้าง3)
    ผลการค้นหา “เมือง”
    เมือง(๑) น. แดน เช่น เมืองมนุษย์ เมืองสวรรค์ เมืองบาดาล, ประเทศ เช่น เมืองไทย เมืองจีน เมืองลาว
    (๒)  (โบ) น. จังหวัด เช่น เมืองเชียงใหม่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองตราด
    (๓) น. เขตซึ่งเคยเป็นเมืองสำคัญในระดับจังหวัด ต่อมาถูกลดฐานะเป็นอำเภอ เช่น เมืองไชยา เมืองมีนบุรี เมืองขุขันธ์
    (๔) น. เขตซึ่งเป็นที่ชุมนุมและเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัด ซึ่งในครั้งก่อน ถ้าเป็นเมืองใหญ่ หมายถึงเขตภายในกำแพงเมือง.
    ลูกคำของ “เมือง” คือ   เมืองขึ้น  เมืองท่า  เมืองท่าปลอดภาษี  เมืองนอก  เมืองผี  เมืองลับแล  เมืองหลวง  เมืองออกที่มา พจนานุกรมไทย
    ตัวอย่างการใช้งาน :
    พิจารณาความหมายเพิ่มเติม ร่างศัพท์ ว่า เมือง หมายถึง สถานที่เขตชุมชน ย่านทำเลที่คับคั่ง เป็นที่รวมผู้คน มากมาย ตั้งร้านโรง เรือนชาน บ้านที่พักอาศัย แล้วมีหลักที่หมายเป็นศูนย์กลาง คือเมือง ชื่อศูนย์กลางที่มีรัฐบาล ที่ซึ่งดูแล คาม นิคม ประเทศ และชนบทนั้น ๆ ว่าเมือง ว่า นคร ว่านั้น (อ้าง1)
    แหล่งอ้างอิง :
    ที่อ้าง บอกอธิบายความ บันทึกคำอ้างอย่างเดียว ตามคำท่านอ้างดีแล้ว ขออ้างตามทุกแห่ง (อ้าง2)